นายไพศาล วรพันธ์
นายกเทศมนตรีตำบลนาอาน
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 12/05/2015
ปรับปรุง 28/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 254995
Page Views 340068
 
แผนการพัฒนาสามปี
      -*
แผนพัฒนาสามปี
เทศบาลตำบลนาอาน
.ศ.  ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐
………………………………………….………

 

ส่วนที่ ๑

บทนำ

 
.  ลักษณะของแผนพัฒนาสามปี
ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำและประสานแผนพัฒนาขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น  พ.ศ. ๒๕๔๘  กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดทำแผนพัฒนา  ๒ ประเภท  ดังนี้
๑.๑  แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา  หมายถึง  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น  ที่กำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งประกอบด้วยการแสดงวิสัยทัศน์  พันธกิจและจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาในอนาคต  โดยจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  แผนพัฒนาจังหวัด  และแผนพัฒนาอำเภอ
๑.๒  แผนพัฒนาสามปี  หมายถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมขององค์กรปกครองส่วนท้อง-
ถิ่น  ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา  อันจะมีลักษณะเป็นการกำหนดรายละเอียดแผนงาน  โครงการพัฒนา  ที่จะจัดทำขึ้นสำหรับปีงบประมาณของแต่ละปี  ซึ่งมีความต่อเนื่องและเป็นแผนก้าวหน้า ครอบคลุมระยะเวลาสามปี  โดยจะมีการทบทวนเพื่อปรับปรุงแผนเป็นประจำทุกปี
                   -การจัดทำแผนพัฒนาสามปี จะมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำงบประมาณประจำปีอย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำงบประมาณในระบบมุ่งเน้นผลงาน
-แผนพัฒนาสามปี จะเป็นการแปลงแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น ไปสู่การปฏิบัติ โดยใน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาหนึ่ง ๆ จะมีแนวทางการพัฒนาหลายแนวทางด้วยกัน และภายใต้แนวทางหนึ่ง ๆ จะมีหลายโครงการ/กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาที่ต้องการประกอบกับแผนพัฒนาสามปีนั้น เป็นแผนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องใช้เป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณเป็นไปด้วยความถูกต้อง รอบคอบ และที่สำคัญประชาชนได้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
 
๒.  วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนพัฒนาสามปี
  ๑.  เพื่อแสดงความสัมพันธ์เชื่อมโยงและสอดคล้องกัน  ระหว่างแผนยุทธศาสตร์พัฒนา
แผนพัฒนาสามปี  และการจัดทำงบประมาณประจำปี
๒.  เพื่อเป็นการจัดเตรียมโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะพร้อมที่จะบรรจุอยู่ในเอกสาร
งบประมาณประจำปี  และสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีเมื่องบประมาณได้รับการอนุมัติ
๓   เพื่อแสดงแนวทางการพัฒนาในช่วงสามปี   ที่มีความสอดคล้องกัน และสามารถตอบสนองต่อ
ความต้องการของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
 
.  ขั้นตอนในการจัดทำแผนพัฒนาสามปี
            ๓.๑  การเตรียมการจัดทำแผน
                      กำหนดการจัดทำแผนโดยอาศัยบุคลากรที่มีอยู่  และมีกำหนดการในการทำงานตามแผนงาน
ให้ชัดเจน  พร้อมทั้งมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผน  เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบถึงภารกิจหน้าที่  วัตถุประสงค์  และเป้าหมายของการจัดทำแผน  เพื่อสามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป
๓.๒  การคัดเลือกยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา

การจัดทำแผนพัฒนาสามปีนั้น  จะต้องจัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนแผนพัฒนา

ทุกปี  โดยจะพิจารณาจากโครงการ/กิจกรรมที่กำหนดไว้  ยังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่  โดยสามารถจะแก้ไข  หรือเพิ่มเติม  ตัดทอนในโครงการ/กิจกรรม  ได้ตามความเหมาะสมโดยให้คำนึงถึงงบประมาณรายรับ - รายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ทรัพยากรบริหารอื่นๆ โดยแยกประเภทของโครงการ/กิจกรรม  ออกเป็นประเภท  เช่น  โครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการเองได้    และโครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอุดหนุนให้หน่วยงานอื่นดำเนินการให้  และโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น  เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่  หรือเป็นโครงการที่หน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานปฏิบัติ

๓.๓  การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล
                                    ๑)  การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการประชุมประชาคมหมู่บ้าน  เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัญหา
และความต้องการของคนในท้องถิ่น  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการพัฒนา  ซึ่งจะสามารถพัฒนาได้อย่างถูกต้อง  ตรงตามความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด
                    ๒) วิเคราะห์ข้อมูล โดยการประเมินผลการพัฒนาที่ผ่านมาว่า สามารถพัฒนาได้ถูกต้อง
รวดเร็วมี  ประสิทธิภาพ  และเกิดประสิทธิผลเพียงใด  พร้อมทั้งพิจารณาข้อดี  ข้อเสีย  ที่ควรปรับปรุงแก้ไข  รวมทั้งการคัดเลือกยุทธศาสตร์  และแนวทางการพัฒนา  โครงการ/กิจกรรม ที่สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นรวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญของแนวทางการพัฒนา  โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน โครงการที่จะต้องดำเนินการโดยเร็ว  และเป็นโครงการ/กิจกรรม  ที่คุ้มค่ากับการลงทุนและประชาชนจะได้รับประโยชน์มากที่สุดมาใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
 
๔.  ประโยชน์ของการจัดทำแผนพัฒนาสามปี
ในการจัดทำแผนพัฒนาสามปีของเทศบาลนั้น เป็นการพิจารณาและกำหนดแนวทางปฏิบัติงานให้
บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ และเป็นการคาดเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต และตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด โดยผ่านกระบวนการคิดก่อนทำ (ความพยายามที่เป็นระบบ) เป็นการลดความไม่แน่นอนและปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เกิดการยอมรับแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามาในองค์การ ทำให้การดำเนินการขององค์การบรรลุถึงเป้าหมายที่ปรารถนา  ลดความสูญเปล่าของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนเพราะการวางแผนทำให้มองเห็นภาพรวมขององค์การที่ชัดเจน และยังเป็นการอำนวยประโยชน์ในการจัดระเบียบขององค์การให้มีความเหมาะสมกับลักษณะงานมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความแจ่มชัดในการดำเนินงาน เนื่องจากการวางแผนเป็นการกระทำโดยอาศัยทฤษฎี  (Theory) หลักการ (Concept) และงานวิจัยต่าง ๆ (a rational approach) มาเป็นตัวกำหนดจุดมุ่งหมาย  และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในอนาคต
 
 
 
กล่าวได้ว่า  ไม่มีองค์กรใดที่ประสบความสำเร็จได้ โดยปราศจากการวางแผน  ดังนั้น  การวางแผนจึงเป็น
ภารกิจอันดับแรกที่มีความสำคัญ ของกระบวนการจัดการที่ดี  และการวางแผนพัฒนาสามปีที่ดี  ย่อมส่งผลให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้
                   1. บรรลุจุดมุ่งหมาย (Attention of Objective) มีทิศทางไปยังจุดมุ่งหมายที่กำหนด
ไว้โดยอย่างสะดวกและเกิดผลดี
                   2. ประหยัด (Economic Operation) ทำให้ฝ่ายต่างๆมีการประสานงาน มีการใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า เป็นการลดต้นทุนก่อให้เกิดการประหยัดแก่องค์กร
                   ๓. ลดความไม่แน่นอน (Reduction of Uncertainty)   การวางแผนที่มีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากการวิเคราะห์พื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นแล้ว   ทำการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต   และได้หาแนวทางพิจารณาป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว
          ๔. เป็นเกณฑ์ในการควบคุม   (Basis of Control)   ถ้าไม่มีการวางแผนก็ไม่สามารถมีการ
ควบคุม  กล่าวคือ แผนกำหนดจุดมุ่งหมายและมาตรฐานการปฏิบัติงานในหน้าที่การควบคุม
          ๕. ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ (Encourages innovation and Creativity)   
การวางแผนเป็นพื้นฐานด้านการตัดสินใจและเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดแนวความคิดใหม่ ๆ  (นวัตกรรม)  และความคิดสร้างสรรค์
          ๖. พัฒนาแรงจูงใจ   (Improves Motivation)   การวางแผนยังเป็นเครื่องมือฝึกและพัฒนา
แรงจูงใจที่ดีสำหรับผู้บริหารในอนาคต
          ๗. พัฒนาการแข่งขัน (Improves Competitive Strength)   การวางแผนจะเกี่ยวข้องกับการ
ขยายขอบข่ายการทำงาน   เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน   ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
          ๘. ทำให้เกิดการประสานงานที่ดี   (Better Coordination)   กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดวางไว้มุ่งไปสู่
จุดหมายเดียวกันมีการจัดประสานงานในฝ่ายต่าง ๆ   ขององค์การเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในงานแต่ละฝ่ายขององค์การ
 
******************************
 
 
 
 
ส่วนที่  ๒

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานของเทศบาลตำบลนาอาน

 
ประวัติตำบลนาอาน
                    ความหมายของชื่อตำบล
                          นา  หมายถึง  พื้นที่ราบทำเป็นคันดินสำหรับปลูกข้าว
                          อาน  หมายถึง  เครื่องรับนั่งบนหลังสัตว์พาหนะ เช่น บนหลังม้า เรียกว่า อานม้า 
                                             หรือเรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะเช่นนี้
                         นาอาน  คงหมายถึงทุ่งนาซึ่งมีลักษณะแอ่งตรงกลางคล้ายอาน  ซึ่งเรียกว่า  นาอาน 
                          ชื่อหมู่บ้านใกล้ทุ่งนานี้จึงถูกเรียกว่า  นาอาน  และเอาชื่อหมู่บ้านนาอานเป็นชื่อตำบลด้วย        
 
ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อตำบล
                    มีเรื่องเล่ากันต่าง ๆ  มาว่า  มีพ่อค้าขี้ม้าคุมลูกหาบมาค้าขาย  และพักนอนที่ริมนาบ้านนาอาน  ขณะที่นอนพักผ่อนอยู่ได้ถอดอานม้าออกผึ่งแดดไว้  พ่อค้าได้มองไปพบเนินลูกหนึ่งมีลักษณะคล้ายอานม้าของตนเอง  จึงเรียกลูกหาบมาช่วยกันดูเนินลูกนั้น  ทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันจึงได้เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า  หมู่บ้าน   นาอาน  บ้านนาอานเป็นหมู่บ้านเก่าแก่กว่าทุกหมู่บ้านเมื่อแบ่งเขตการปกครองจึงได้ตั้งชื่อตามหมู่บ้านเดิม  คือตำบลนาอาน
                                                                        (นายทวี  เขียนศรีอ่อน)
 
หมู่บ้านติดต่อ หมู่ ๑
                    ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                   ชื่อของหมู่บ้านตั้งขึ้นตามประวัติตอนตั้งหมู่บ้านใหม่ ๆ โดยมีพระสงฆ์องค์หนึ่งไม่ทราบชื่อ  ได้มาแอบสึกจากพระมาเป็นฆราวาส ( ซึ่งเรียกว่าทิด )  กับตอไม้ซึ่งไม่ทราบแน่นอนว่าเป็นตอไม้แคนหรือตอไม้สะพุงกันแน่นจึงเรียกว่าบ้าน  ทิดตอ  และต่อมาเลยเพี้ยนมาเป็น  บ้านติดต่อ  มาจนถึงปัจจุบันสถานที่หรือสิ่งที่สวยงามตามธรรมชาติ
                   บุ่งใหญ่
                  เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่เกือบเท่ากุดป่อง  เวลาน้ำเลยขึ้นมามาก ๆ  น้ำจากน้ำเลยจะไหลวกเข้ามาเต็มบุ่งและเวลาน้ำเลยแห้ง  จะมีน้ำขังอยู่ภายในบุ่งใหญ่  สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดปี  มี  ปลา  กุ้ง  อุดมสมบูรณ์มาก  เป็นแหล่งทำมาหากินสำหรับหมู่บ้านนี้
 
                    รูปร่างลักษณะโดยสังเขป
                   มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับกุดป่องมาก  มีเกาะอยู่ตรงกลางเช่นเดียวกับกุดป่องมีราษฎรไปทำสวนปลูกพืชอยู่ภายในบริเวณเกาะด้วย
                                                                        (นายพรหมมี  ศิริกัณรัตน์)
 

 
หมู่บ้านขอนแดง หมู่ ๒
                    ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                   ไม้แดง  เป็นไม้ยืนต้นประเภทเนื้อแข็ง  จำพวกไม้ประดู่  เต็งรัง  ตะเคียน ใช้ประโยชน์เกี่ยวกับปลูกสร้างบ้านเรือน  อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ  นอกจากนั้นยังใช้เป็นสินค้าอีกด้วย  คำว่า  ขอน  เป็นภาษาพื้นบ้านแทนคำว่า  ท่อน  ( ขอน  หมายถึง   ท่อนไม้ที่ยังไม่ได้ถากกล่อมให้รูปที่ต้องการ  แดง  เป็นชื่อต้นไม้ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง  เปลือกและแก่นมีลักษณะสีแดง  เนื้อไม้แข็งใช้เลื่อยทำบ้านเรือนได้ดี  ขอนแดง  หมายถึง  หมู่บ้านที่มีขอนไม้แดงอยู่ในบริเวณบ้าน )
ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อหมู่บ้าน
                   มีผู้เล่ามาว่าในระยะที่มีคนอพยพมาจากหมู่บ้านนาอาน  มาตั้งรกรากในพื้นที่นี้  ได้พบขอนไม้อยู่ท่อนหนึ่ง  มีขนาดใหญ่วัดโดยรอบได้  ๔  อุ้ม  จมอยู่ในพื้นดินและรอบบริเวณนั้นเป็นป่าดงดิบ  มีสัตว์ป่านานาชนิด  ชาวบ้านไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปทำลายได้  ต่อมาได้มีหมอผี  (คนที่เก่งทางด้านไสยศาสตร์ )  ได้ไปจับจองที่ดินบริเวณนั้น  พร้อมกับได้สำรวจว่าขอนไม้นั้นเป็นไม้ชนิดใด  จึงได้ทราบว่าเป็นไม้แดง  เมื่อมีคนอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้น  จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า  บ้านขอนแดง  ตามชื่อของขอนไม้ท่อนนั้น
                                                                        ( นายโส  ดานุรักษ์ )
หมู่บ้านแหล่งควาย หมู่ ๓
                  ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                   แหล่ง  หมายถึง  ที่ตั้ง , ที่อยู่ , ที่วาง
                  ควาย  หมายถึง  สัตว์สี่เท้าคู่กับวัว  สัตว์จำพวกม้า  แต่โตกว่า  วัวหนังสีดำและเผือกเขายาวโง้ง
                  แหล่งควาย  หมายถึง  ที่อยู่ของสัตว์จำพวกควาย  คือ  ควายมาอยู่อาศัยเป็นประจำเมื่อตั้งหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ควายอยู่อาศัยประจำ  จึงเรียกหมู่บ้านว่า  บ้านแหล่งควาย
 
ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อหมู่บ้าน
                   จากคำบอกเล่าของนางหัน  ดานุรักษ์  อายุ  ๘๘ ปี  และนายคำพัน  วงศ์ป้อง  อายุ  ๘๔ ปี  ได้เล่าว่า  เมื่อ ๘๐-๙๐  ปีก่อนโน้น  ชาวบ้านขอนแดงและนาอาน  จะนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยในป่าดง  ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านแหล่งควายอยู่เดี๋ยวนี้  โดยไม่ได้เลี้ยงหรือเฝ้าดูแลเลย  และฝูงควายทั้งหลาย  ซึ่งมีจำนวนนับพัน ๆ ตัวก็พากันหากินตามประสาของสัตว์  จนไปถึงภูเขาที่ชาวบ้านเรียกว่าภูใหญ่ และภูซำควาย  พอตกเย็นฝูงควายนับพัน ๆ ตัวนี้  ก็จะมารวมกันนอนตามป่าไผ่  หรือดงไผ่จนทำให้ป่าไผ่ร่มรื่นเป็นลานเตียน  ส่วนเจ้าของควายก็จะไปคอยดูเป็นครั้งคราวเท่านั้น  ควายจะอยู่หรือไม่อยู่เขาก็ถือว่าเป็นธรรมดา  เพราะสมัยนั้นไม่มีโจรผู้ร้ายเลย
                   ต่อมาพ่อตู้บุน  พ่อตู้เพียแก้ว  พ่อตู้อำเภอ  พ่อตู้ผิว  พ่อเฒ่าสีสุดโธ  พ่อโซ้นแสน  พ่อลี  พ่อตู้เซียงปั่น  ฯลฯ  เห็นว่าป่าซึ่งฝูงควายมานอนกันนี้พอทำไร่ทำนาได้  ก็เริ่มเข้าทำไร่ทำนาปลูกที่พัก  ( เถียงไร่เถียงนา )  อาศัยชั่วคราวเวลามาทำไร่ทำนาในฤดูฝน  พอเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีได้แล้วก็กลับไปอยู่บ้านขอนแดง  นาอาน  เป็นปี ๆ ไป  ต่อมาพ่อตู้ทั้งหลายดังกล่าวเห็นว่ากลับไปบ้านเดิมดังกล่าว  เป็นการลำบากและเสียเวลาในการไปมา  จึงสร้างที่พักใหม่ขึ้น  และก็มีผู้คนอพยพมาอยู่กันเป็นปึกแผ่นเพิ่มมากขึ้น  จึงให้ชื่อว่า  หมู่บ้านแหล่งควาย  มาจนทุกวันนี้  ตั้งหมู่บ้านเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัดสถานที่หรือสิ่งสวยงามตามธรรมชาติ
 
                    ห้วยเบี้ย
                   ความหมายของชื่อและประวัติ  เหตุที่ได้ชื่อว่าห้วยเบี้ย  ก็เพราะชาวบ้านพากันมาขุดและร่อนหาทองคำจากดินทรายท้องลำห้วย  ก็ปรากฏว่าได้ทองคำกันทุกคนในแต่ละวันโตเท่าหมากเบี้ย  ( หมากเบี้ยนี้ผู้เขียนก็ไม่เคยเห็น )  จึงได้ถามแล้วก็ได้คำตอบว่าโตเท่ากับปลายนิ้วชี้และมีร่องตรงกลางและได้ถามต่อไปว่ามีหมากเบี้ยไว้ทำไม  ก็ได้รับคำตอบว่า  สมัยนั้นนักเล่นการพนัน ( เล่นเบี้ย ) ก็ใช้หมากเบี้ยนี้แหละเล่นกันจริง ๆ แต่สมัยนี้การเล่นเบี้ย เขาใช้เมล็ดมะขามแทนแล้ว (ห้วยเบี้ย  อาจมีหอยเบี้ย ซึ่งสมัยก่อนใช่แทนเงินก็ได้ )
                    ห้วยบั้งทิง
                   ความหมายของชื่อ  เหตุที่ได้ชื่อว่า  ห้วยบั้งทิง  ก็เพราะว่าห้วยนี้เต็มไปด้วยไม้ไผ่ลำโต ๆ ชาวบ้านจึงพากันมาตัดเอาไม้ไผ่ลำโต ๆ นี้แหละไปทำภาชนะบรรจุน้ำไปรับประทานตามไร่ตามนา  และตามบ้านเพราะสมัยนั้นยังไม่มีครุถัง  ชาวบ้านจึงเรียกว่า  บั้งน้ำบั้งทิงและอีกเหตุหนึ่ง  คือชาวบ้านไปร่อนคำ (เล่นคำ) ที่โสกคำ  ได้ทองคำมากจนนำไปบรรจุใส่บั้งทิงหาบกลับไปบ้าน  จึงได้ชื่อว่าห้วยบั้งทิงมาจนทุกวันนี้                                                                 
                                                                                      ( นางหัน  ดานุรักษ์ )
 
หมู่บ้านฟากนา หมู่ ๔
                   ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                   ฟาก  หมายถึง  ฝั่ง , ข้าง
                   นา  หมายถึง  พื้นที่ราบทำเป็นคันสำหรับปลูกข้าว  หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมทุ่งนาทางอีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้านอื่น  จึงเรียกว่า  บ้านฟากนา
 
ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อหมู่บ้าน
                   บ้านนาอานเกิดไฟไหม้บ้านได้  ๒ ปี  พ่อขุนพิสัยและพ่อขุนอินทร์ได้นำลูกหลานไปตั้งบ้านอยู่ที่ฟากนาทุ่ง ต่อมาก็มีพี่น้องไปอยู่มากขึ้น จึงได้ตั้งชื่อบ้านว่า บ้านฟากนา ตั้งหมู่บ้านขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด                                                                  
                                                                                       ( นายตัน  พันสว่าง )
 
หมู่บ้านไร่ทาม หมู่ ๕
                ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                ไร่  หมายถึงที่ปลูกพืชตามไหล่เขาหรือที่ดอน
                ทาม  คือ  บริเวณที่เป็นพื้นที่ราบแคบ ๆ ที่ราบแบบนี้ชาวบ้านเรียกว่า ทาม
( ทาม อาจหมายถึง  ที่ลุ่ม  อาจมีเลนตมด้วย )
               ไร่ทาม  คือพื้นที่ราบแคบๆที่ชาวบ้านใช้ทำไร่ (ไร่ทาม อาจหมายถึงที่ไร่  ซึ่งมีดินเป็นเลนตมด้วย )
 
ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อหมู่บ้าน
                หมู่บ้านไร่ทามได้ตั้งเป็นครั้งแรก  เมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยมีนายสี  ศรีทนนาง  เป็นผู้ใหญ่บ้าน         มีครอบครัวประมาณ  ๑๕  ครอบครัว  ชาวบ้านที่อพยพมาตั้งครั้งแรกนั้นมาจากบ้านหัวฝายนาบอน  ติดต่อ     และขอนแดง  ปัจจุบันหมู่บ้านนี้มีทั้งหมด ๓๑๖ ครอบครัว   
                                                                              ( นายอนันต์  จันทนา )
 
หมู่บ้านนาอาน หมู่ ๖
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน
หมู่บ้านนาอาน  หมู่ที่  ๖  เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งหมู่บ้านมาประมาณ  ๓๐๐  ปีมาแล้วคนกลุ่มแรก
ที่เข้ามาก่อตั้งหมู่บ้านไม่มีใครทราบแน่ชัด  เพราะไม่มีหลักฐานและบุคคลที่ทราบก็ได้ล้ม ตายจากไปหมดแล้ว  แต่คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า  สมัยก่อนหมู่บ้านนาอานตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน  (ปัจจุบันเป็นสนามบินจังหวัดเลยและ  พ.ต.ท.  ๑๗๑๘)  ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่แต่ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร  ไฟถึงได้ไหม้เผาพลาญบ้านเรือนของผู้คนในหมู่บ้านจนหมดทุกหลังคาเรือน  สมัยก่อนจะปลูกบ้านชิดกันและวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านก็จะเป็นไม้ไผ่และหญ้าคา พอไฟไหม้วัสดุเหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายและลุกลามเร็วมากจึงไม่สามารถดับไฟได้ทัน
ที่มาของชื่อหมู่บ้านนาอาน  มีเรื่องเล่าว่า  มีพ่อค้าขี่ม้าคุมลูกหาบค้าขายผ่านมาพักนอนที่ริมนา
ของหมู่บ้าน  ขณะที่พักผ่อนอยู่ได้ถอดอานม้าออกผึงแดดไว้  พ่อค้าได้มองเห็นเนินลูกหนึ่ง  มีลักษณะคล้ายอานม้าของตนจึงเรียกลูกหาบมาช่วยดูเนินลูกนั้น  ทุกคนมีความคิดเห็นตรงกัน  จึงได้เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า  “นาอาน”  บ้าน  นาอานเป็นหมู่บ้านเก่าแก่กว่าทุกหมู่บ้าน  เมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองจึงได้ตั้งชื่อตามหมู่บ้านเดิมคือ        ตำบลนาอาน
 
 
หมู่บ้านนาซำ หมู่ ๗
                   ความหมายของชื่อหมู่บ้าน
                   นา  หมายถึง  พื้นที่ราบทำเป็นคันสำหรับปลูกข้าว
                   ซำ  หมายถึง  น้ำซับ
                   นาซำ  หมายถึง  ทุ่งนาที่มีน้ำซับ คือ มีน้ำอยู่เสมอ
                                      หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ทุ่งนาซึ่งมีน้ำซับจึงเรียกว่า  บ้านนาซำ
                                                                             (นายกุศล  รามศิริ )
 
หมู่บ้านภูกระแต หมู่ ๘
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน
ที่มาของชื่อหมู่บ้านในสมัยก่อน บริเวณที่จะตั้งหมู่บ้านมีสัตว์หลายชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เป็น
จำนวนมาก  แต่สัตว์ที่มีมากที่สุดคือกระแต  ดังนั้นผู้นำในการจัดตั้งหมู่บ้านจึงตั้งชื่อตามชนิดของสัตว์  และตามลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์ว่า  ภูกระแต  หมายความว่าภูเขาลูกนี้มีกระแตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
เริ่มก่อตั้งหมู่บ้านในปี  พ.ศ.  ๒๔๗๖  หรือประมาณ  ๘๓  ปีมาแล้ว  โดยมีคนกลุ่มแรกที่มาเริ่ม
ก่อตั้งหมู่บ้านภูกระแต  มีด้วยกัน  ๓ ครอบครัว  คือ  ครอบครัวของนายคำมูล  และนางทองศรี  แก้วยาศรี  ครอบครัวนายสีไพ  และนางลอง  แก้วยาศรี  ครอบครัวนายคำ  และนางยังแก้วยาศรี  โดยคนกลุ่มแรกนี้ได้อพยพมาจากบ้านนาบ่อน้อย  ตำบลต้นตาล  เขวงไชยบุรี  ซึ่งเป็นชื่อเดิม  ปัจจุบันอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
 
บ้านติดต่อ  หมู่ ๙
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน
บ้านติดต่อ  หมู่ที่ ๙  เริ่มก่อตั้งในปี  พ.ศ. ๒๕๔๐  หรือประมาณ  ๕  ปี  มาแล้ว  เป็นหมู่บ้านที่
แยกการปกครองมาจากบ้านติดต่อ  หมู่ที่ ๑  เนื่องมาจากมีจำนวนประชากรและหลังคาเรือนขยายมากขึ้น  จำนวนห้าร้อยกว่าครอบครัวทำให้เกิดความยุ่งยากในการปกครอง  คณะกรรมการหมู่บ้านโดยกำนันวินัย  สาวิสัย  จึงได้ยื่นคำร้องขอแบ่งหมู่บ้าน  เพื่อแยกการปกครองต่อนายอำเภอเมืองเลย  จึงได้เกิดเป็นบ้านติดต่อ  หมู่ที่ ๙  ของตำบลนาอาน  มีวัด จำนวน ๑ แห่ง ชื่อวัดป่าสันติธรรมมาราม 
 
หมู่บ้านฟากนา  หมู่  ๑๑
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านฟากนา  หมู่  ๑๑  ตำบลนาอาน  อำเภอเมืองเลย  จังหวัดเลย 
ที่มาของชื่อหมู่บ้านฟากนา  หมู่ที่  ๑๑  จากการสัมภาษณ์ของนายเงิน  สร้อยจันดา  และผู้รู้ว่าเมื่อประมาณปี  พ.ศ.  ๒๔๕๐  ได้เกิดไฟไหม้  (บ้านเก่า)  หมู่บ้านนาอาน  ตำบลนาอาน  อำเภอเมือง  จังหวัดเลย (ชะนีร้องไห้อยู่  ๗  วัน  เป็นการบอกเหตุร้าย)  ขุนวิสัย  ดีลุนชัย  ผู้ใหญ่บ้าน  บ้านนาอาน เป็นผู้นำชาวบ้านอพยพมาตั้งบ้านเรือน อยู่ที่ฟากนา  หมู่  ๑๑  มีประมาณ  ๖  หลังคาเรือน  จำนวนคน  ๓๒  คน  ต่อมาได้อพยพเข้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เป็น ๔๐  หลังคาเรือน  และได้แต่งตั้ง  ผู้ใหญ่บ้านคนที่ ๑  คือ  นายทองอินทร์  พันสว่าง  (ชาวบ้านเรียกขุนทองอินทร์)  และเป็นผู้ตั้งหมู่บ้านฟากนาจนถึงปัจจุบัน  เริ่มก่อตั้ง ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓  มีวัด ๑ แห่ง ชื่อ วัดภัทราราม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เทศบาลตำบลนาอาน
.  สภาพทั่วไป  
                    ๑.๑  ลักษณะที่ตั้ง / อาณาเขต
                       
เทศบาลตำบลนาอาน  มีพื้นที่ทังหมดประมาณ  ๕๘.๘  ตารางกิโลเมตร  หรือ
๓๖,๗๕๐  ไร่  ลักษณะภูมิประเทศของเทศบาลตำบลนาอานประมาณ  ๔๐%  เป็นภูเขา  และมีพื้นที่ราบ
ประมาณ  ๖๐%  ของพื้นที่  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ราษฎรอาศัยอยู่และทำกินเป็นบางส่วน
 
                             จัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลนาอาน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
เมื่อวันที่  ๓๐  มีนาคม  ๒๕๓๙  ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  
เมื่อวันที่  ๑๘  กรกฎาคม  ๒๕๕๑
 
ที่ตั้งเลขที่  ๒๖๖  ถนน  นาอาน- ฟากนา  หมู่ที่  ๖  ตำบลนาอาน  อำเภอเมืองเลย 
จังหวัดเลย  ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองเลย และห่างจากศาลากลางจังหวัดเลย  ประมาณ ๑  กิโลเมตรเศษ
 
สภาพภูมิอากาศ ตำบลนาอาน  จะมีสภาพภูมิอากาศ แบบฝนตกชุก สลับแห้งแล้ง
ในเขตร้อน  ซึ่งมีลักษณะของแต่ละฤดูเด่นชัด ดังนี้
                     ฤดูร้อน     อากาศจะร้อนจัด เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม  - เดือนพฤษภาคม
                     ฤดูฝน      ฝนตกชุกปานกลาง เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – เดือนพฤศจิกายน
                     ฤดูหนาว   อากาศจะหนาวจัด เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์
                                   ตำบลนาอานจะร้อนที่สุดในเดือน เมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ย  ๒๙.๓๔ องศา
                                   เซลเซียส และต่ำที่สุดในเดือนธันวาคม โดยเฉลี่ย ๒๒.๑  องศาเซลเซียส
 
อาณาเขต
เทศบาลตำบลนาอาน  ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองเลย  ห่างจากอำเภอเมืองเลย 
ประมาณ  ๓  กิโลเมตร
ด้านทิศเหนือ               พื้นที่อาณาเขตเทศบาลตำบลนาอาน  จรดเทศบาลเมืองเลย 
อบต.เมือง  ตำบลกุดป่อง  ตำบลชัยพฤกษ์
ด้านทิศตะวันออก         พื้นที่อาณาเขตเทศบาลตำบลนาอาน  ติดกับ  ตำบลนาดินดำ
ด้านทิศใต้                  พื้นที่อาณาเขตเทศบาลตำบลนาอาน   ติดกับ   ตำบลนาโป่ง
ด้านทิศตะวันตก           พื้นที่อาณาเขตเทศบาลตำบลนาอาน  ติด